การเลือกตัวต้านทานให้ LED - Learning
LOGIN   |   REGISTER    
commandronestore.com         แจ้งชำระเงิน
 
 
 
  STORE  
  PRODUCT  
  LEARNING  
  MEMBER  
  CONTACT  
    0   CART  
 
  0   ORDER
 
Untitled Document
 
เลือกหมวดหมู่สินค้า
 เครื่องกล / หุ่นยนต์
 อิเล็กทรอนิกส์ / ไฟฟ้า
 บอร์ด / คอนโทรลเลอร์
 เครื่องมือช่าง
 Package / ชุด KIT
 
   
     
 
 การเลือกตัวต้านทานให้ LED
  Last Update  15 March 2016     39962 Reads  
 
 ตัวต้านทานกับวงจรไฟฟ้า 
 
 
ทำไมต้อง LED
หลอด LED เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าขั้นพื้นฐาน ที่สามารถสังเกตผลการทำงานได้ง่าย และที่สำคัญยังหาซื้อได้ง่ายและราคาถูก ซึ่งถ้าหากการทดลองผิดพลาด ค่าเสียหายก็จะไม่มากนัก เพราะฉะนั้น จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับบทเรียนนี้
 
• ตัวต้านทานหรือ Resistor มีหน้าที่ในการจำกัดและควบคุมปริมาณแรงดันและกระแสไฟฟ้าในวงจร ให้ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป แต่ทั้งนี้ตัวต้านทานก็มีค่าความต้านอยู่หลายค่า จึงต่อมีการคำนวณค่าหาค่าความที่เหมาะสม ที่จะมาใช้ในวงจรของเรา
 
    SPONSORs
 
 
    Other Learnings
ตัวต้านทานร้อนและไหม้!
ตัวต้านทานร้อนและไหม้เสียหายเกิดจากอะไร และจะป้องกันอย่างไร?
Last Update 13 February 2016
Views 200
การทำไฟกระพริบด้วยทรานซิสเตอร์
ทำวงจรไฟกระพริบง่ายๆด้วยทรานซิสเตอร์ ที่สำคัญ ใช้งบประมาณน้อยมาก!
Last Update 13 February 2016
Views 200
Learning Basic Arduino
มาเรียนรู้การใช้งาน Arduino กันเถอะ แล้วจะรู้ว่าไมโครคอนโทรลเลอร์ไม่ยากเลย!
Last Update 5 March 2016
Views 200
Transistor
ทำความรู้จักกับทรานซิสเตอร์ ประเภท หลักการ ประโยชน์ของมัน และการคำนวณพื้นฐาน
Last Update 10 February 2016
Views 200
 
 
 
 
 
     
0
CART
 
0
ORDER
 
 
 
   
Resistor & LED  
   
• หลอด LED หรือไดโอดเปล่งแสง (Light Emitting Diode) คืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะเปล่งแสงออกมาเมื่อมีกระแสไหลผ่านตัวมัน แต่กระแสที่ไหลผ่านนั้นก็จะต้องมีค่าไม่มากจนเกินไป ไม่เช่นนั้นหลอด LED จะสามารถขาดและเสียหายได้อย่างง่ายดาย ตัวต้านทานจึงเข้ามามีบทบาทในวงจรที่มี LED รวมทั้งวงจรอื่นทั่วๆไป ตัวต้านทานมีผลในการจำกัดปริมาณกระแสไฟฟ้าและแรงดันตกคร่อมอุปกรณ์อื่นๆ ที่ต่อเข้ากับตัวมันในวงจร การคำนวณค่าความต้านทานจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
 
หลักการ
เมื่อเราต่อหลอด LED เข้ากับแหล่งจ่าย Vcc โดยตรง หลอด LED อาจได้รับแรงดันตกคร่อมและกระแสมากเกินไป จึงต้องนำตัวต้านทานมาช่วย โดยตัวต้านทานจะมีหน้าที่รับแรงดันส่วนที่มากเกิน ไปตกคร่อมตัวมันแทน ทำให้ LED ได้รับแรงดันและกระแสที่เหมาะสม
 
 
ตัวต้านทานเป็นอุปกรณ์ประเภท Passive หมายถึงอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับกระแสไฟฟ้า ในขณะที่เราจะเรียกอุปกรณ์ที่จ่ายกระแสไฟฟ้าเช่น แหล่งจ่าย รางถ่าน แบตเตอร์รี่ ว่า Active
 
 ขั้นตอนการคำนวณ   
ขั้นตอนการคำนวณค่าความตานมีเพียง 2 ขั้นตอนหลักๆคือ
• หาค่า Forward Current และ Forward Voltage ของ LED
• คำนวณค่าความต้านทานโดยเทียบกับ Forward Voltage ของ LED และแหล่งจ่าย
 
   
 • หาค่า IF และ VF ของ LED   
อันดับแรกต้องรู้ก่อนว่าหลอด LED ของเรา ต้องการใช้กระแสตกคร่อม(Forwad Current) และโวลต์ตกคร่อม(Forwad Voltage)เท่าไหร่ ซึ่งบางครั้งอาจเรียกว่า Working Current หรือ Working Voltage ก็ได้ ซึ่งเราสามารถหาดูค่าเหล่านี้ได้จากDATASHEET หรือตามอินเตอร์เน็ตทั่วไป
ยกตัวอย่าง
หลอด LED ขนาด 3 mm สีแดง มีข้อมูลทางเทคนิคดังนี้
Items
Symbol
Min
Typical
Max
Forward Current
IF
16 mA
20 mA
30 mA
Forward Voltage
VF
1.8 V
2.0 V
2.2 V
 
จากตารางจะเห็นได้ว่าทั้งค่า IF และ VF จะบอกมาเป็นช่วงๆ (Min,Max) ถ้าเลือกใช้ค่าต่ำกว่าค่า Min ,หลอดไฟจะไม่ติด แต่ถ้าใช้ค่าสูงกว่าค่า Max หลอดไฟอาจขาดเสียหายได้ ดังนั้น ค่าที่เราจะเลือกใช้ควรเป็นค่าที่อยู่ในช่วงนี้ บาง DATASHEET อาจมีค่าแนะนำมาให้อยู่แล้วหรือที่เรียกว่าค่า Typical หรือ Suggestion
 
 
 • คำนวณค่า R    
เมื่อได้ค่า IF และ VF แล้ว เราก็จะสามารถหาค่า R ได้ แต่เราก็จะต้องกำหนดด้วยว่าต้องการใช้แหล่งจ่ายหลัก Vcc กี่โวลต์ โดยเราจะใช้สูตรในการคำนวณคือ
 
 
R = (Vcc - VF) / IF
 
 
 
ที่มาของสูตร
จริงๆแล้วสูตรดังกล่าวมาจากกฎของโอห์ม V = I*R ธรรมดา แต่ค่า V ในที่นี้คือ V ที่เราต้องการให้มันไปตกคร่อมบนตัวต้านทาน ซึ่งก็คือVจากแหล่งจ่าย (Vcc) ลบกับ VF ของ LED
และเนื่องจากเรานิยมนำอุปกรณ์มาต่ออนุกรมกับตัวต้านทาน เพราะฉะนั้น ค่ากระแสที่ไหลผ่านตัวต้านทาน = กระแสที่ไหลผ่าน LED = IF นั่นเอง
 
 ตัวอย่างการคำนวณ   
ตัวอย่างการคำนวณต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนและวิธีการคำนวณอย่างละเอียด โดยจะแบ่งระดับความง่ายยากเรียงกันไป ตั้งแต่แบบง่ายใช้หลอด LED เพียง 1 ดวง ไปจนถึงแบบซับซ้อนที่ใช้ LED หลายๆดวง
 
 
 EX#1   
นำหลอด LED 3 mm สีแดงมาต่อกับแหล่งจ่าย 5 Volts จะต้องใช้ตัวต้านทานที่มีค่าเท่าไหร่?
 
• ใช้หลอดไฟ LED 3 mm สีแดง ค่า IF = 20 mA และ VF = 2 Volts
ดังนั้น ต้องใช้ตัวต้านทาน R = (5 - 2) / 0.02 = 150 Ω
 
ถามเพิ่มเติม หากบ้านของเรามีแต่ตัวต้านทาน 100 Ω จะทำอย่างไร?
• เราสามารถนำตัวต้านทานตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อเข้าด้วยกันได้ และใช้สูตรการรวมค่าของตัวต้านทานเข้ามาช่วยได้ ดังนี้
 
   
อนุกรม  
Rรวม = R1 + R2
ขนาน   Rรวม = (R1 x R2) / (R1 + R2)
   
 
ต้องการ 150 Ω เพราะฉะนั้น นำ R 100 Ω 3 ตัวมาต่อรวมกัน โดยให้ 2 ตัวแรกต่อขนานกัน ค่า R ที่ได้ = (100 x 100) / (100 + 100) = 50 Ω
จากนั้น นำตัวต้านทานตัวสุดท้ายมาต่ออนุกรมด้วย จะได้ค่า R รวมทั้งหมด = 100 + 50 = 150 Ω
 
 การนำตัวต้านทานมาต่อรวมกัน 
หากไม่มีค่าตัวต้านทานตามที่ต้องการ เราก็สามารถนำตัวต้านทานค่าอื่นๆที่มีอยู่ มาต่อรวมกันให้ได้ความต้านทานตามที่ต้องการได้
 
 ต่อวงจรหลังจากคำนวณ 
** สามารถเอาตัวต้านทานไว้หน้า หรือหลังหลอด LED ก็ได้ เนื่องจากตัวต้านทานไม่มีขั้ว
 
การต่อตัวต้านทานทั้ง 2 แบบมีค่าเท่ากัน เพราะมันมีผลต่อทังวงจรอยู่แล้ว
 
   
 EX#2   
นำหลอด LED 3 mm สีแดง 5 หลอดมาต่อขนานกัน ใช้แหล่งจ่าย 6 Volts จะต้องใช้ตัวต้านทานที่มีค่าเท่าไหร่?
 
• ใช้หลอด LED 3 mm สีแดงเช่นเดียวกับ EX#1 แต่เพิ่มเป็น 5 หลอด มาต่อขนานกัน ซึ่งการต่อขนาน มีผลดังนี้
   
การต่อวงจรขนาน
Iรวม = I1 + I2 + I3 + I4 + I5
Vรวม = V1 = V2 = V3 = V4 = V5
   
เพราะฉะนั้น
IFรวม = (20 mA x 5) = 100 mA
VFรวม = 2 Volts
ดังนั้นต้องใช้ตัวต้านทาน R = (6 - 2) / 0.1 = 40 Ω
สังเกตความแตกต่างจาก EX#1 ได้ว่า กระแสที่วงจรใช้ ก็มีผลกับค่าความต้านทานเช่นกัน ยิ่ง LOAD ต้องการใช้กระแสมาก ก็ต้องการค่าความต้านทานน้อย
** จากวงจรนี้ สามารถใช้ R ขนาด 100 Ω 2 ตัว มาต่อขนานกันได้ โดยค่า R รวมจะเท่ากับ 50 Ω ซึ่งถึงแม้จะเกิน 40 Ω ตามที่คำนวณ แต่เราสามารถเลือกใช้ตัวต้านทานเกินกว่าที่คำนวณไว้เล็กน้อยได้ เป็นการเผื่อความปลอดภัยป้องกันกระแสเกินไปในตัวด้วย (R มากได้ I น้อย)
 
 
ต่อ LOAD แบบขนาน
การนำ LOAD ซึ่งในที่นี้คือ LED 5 หลอดมาต่อขนานกัน จะทำให้ LOAD ใช้แรงดันตกคร่อมเท่ากันทุกตัว (VF เท่ากัน) แต่กระแสรวมทั้งหมดจะต้องใช้มากขึ้น คือนำ IF ของแต่ละตัวมารวมกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของวงจรขนาน
 
   
 EX#3   
นำหลอด LED 3 mm สีแดง 4 หลอดมาต่ออนุกรมกัน ใช้แหล่งจ่าย 12 Volts จะต้องใช้ตัวต้านทานที่มีค่าเท่าไหร่?
 
• ใช้หลอด LED 3 mm สีแดงเช่น 4 หลอด มาต่ออนุกรมกัน มีผลดังนี้
   
การต่อวงจรอนุกรม
Iรวม = I1 = I2 = I3 = I4
Vรวม = V1 + V2 + V3 + V4
   
เพราะฉะนั้น
IFรวม = 20 mA
VFรวม = (2 Volts x 4) = 8 Volts
ดังนั้นต้องใช้ตัวต้านทาน R = (12 - 8) / 0.02 = 200 Ω
สังเกตได้ว่า หากนำ LOAD มาต่ออนุกรมกัน ก็จะต้องใช้แรงดันตกคร่อม LOAD มากขึ้นด้วย
จาก EX#1 ,2 และ 3 จะสังเกตได้ว่า การเลือกตัวต้านทานขึ้นอยู่กับความต้องการใช้กระแสและแรงดันตกคร่อมของ LOAD รวมถึงขึ้นอยู่กับแหล่งจ่ายด้วย
 
 
ต่อ LOAD แบบอนุกรม
หลังจากดูตัวอย่างแบบขนานไปแล้ว แบบอนุกรมก็จะตรงกันข้ามเลย คือ LOAD ทุกตัวจะใช้กระแสเท่ากัน (IF เท่ากัน) แต่จะต้องใช้แรงดันที่เพิ่มขึ้น (VF = VFทุกตัวรวมกัน)
 
 LED ต่างสี!   
บางครั้ง เราก็ต้องการใช้ LED หลายๆสี ไม่ใช่แค่สีเดียว เช่นต้องการใช้ LED สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน รวมๆกัน, จากตัวอย่างที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นการใช้ LED มากกว่า 1 หลอด และแสดงวิธีการต่อแบบทั้งขนานและอนุกรม แต่ต่อไปนี้จะเป็นการใช้ LED มากกว่า 1 สี ซึ่งจะต้องมีการคำนวณที่ซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจาก...
• LED ต่างสี อาจใช้ Forward Voltage ไม่เท่ากัน ,ถ้าพูดถึง LED ขนาด 3 หรือ 5 mm ซึ่งสีที่ใช้หลักๆก็จะมี สีแดง เขียว เหลือง น้ำเงิน และขาว , LED ทั้ง 5 สีนี้จะใช้ Forward Current เท่าๆกันคือประมาณ 20 mA แต่มันอาจจะใช้ Forward Voltage ไม่เท่ากันดังตารางนี้
Color
VF Min
VF Max
 
Red
1.9 V
2.1 V
 
Yellow
1.9 V
2.1 V
 
Green
2.1 V
3.0 V
 
Blue
3.0 V
3.2 V
 
White
3.0 V
3.2 V
* ค่าทั้งหมดเป็นค่าโดยประมาณ
จะเห็นได้ว่า เราสามารถแบ่ง LED ได้เป็น 3 กลุ่ม ตามปริมาณการใช้แรงดันตกคร่อม คือ
กลุ่มที่ 1 ประกอบด้วย LED สีแดง และเหลือง
กลุ่มที่ 2 ประกอบด้วย LED สีเขียว
กลุ่มที่ 3 ประกอบด้วย LED สีน้ำเงิน และสีขาว
ซึ่ง LED ทั้ง 3 กลุ่มนี้ ไม่สามารถนำมาต่อขนานกันได้* เนื่องจากการต่อขนานจะทำให้อุปกรณ์ที่ต่อขนานกันอยู่ ได้รับแรงดันตกคร่อมเท่ากัน ซึ่ง LED ทั้ง 3 กลุ่มใช้แรงดันตกคร่อมไม่เท่ากัน หากนำมาต่อขนานกัน จะทำให้หลอดที่ต้องการใช้แรงดันมากกว่า ได้รับแรงดันไม่เพียงพอ!
* กลุ่มที่ 1 (สีแดงและเหลือง) อาจต่อขนานกับกลุ่มที่ 2 (สีเขียว) ได้ เนื่องจากมีช่วงแรงดันตกคร่อมซ้ำกันอยู่คือ 2.1 Volts แต่ไม่นิยมต่อขนานกัน เพราะจะทำให้หลอดสีเขียวสว่างไม่เต็มที่
ดังนั้น หากต้องการต่อหลอด LED หลายๆสี แต่ถ้าใช้แค่กลุ่มเดียว ก็สามารถต่อขนานกันได้ แต่ถ้าหากมี LED 2 กลุ่มขึ้นไป ต้องใช้การต่อผสมแทน
 
 EX#4   
นำหลอด LED 3 mm สีแดง 4 หลอดมาต่อขนานกับ สีเหลือง 4 หลอด ใช้แหล่งจ่าย 12 Volts จะต้องใช้ตัวต้านทานกี่โอห์ม?
 
• ในตัวอย่างนี้ใช้ LED 2 สี รวมทั้งหมด 8 ดวง แต่ทั้ง 2 สีนั้นใช้แรงดันตกคร่อมเท่่าๆกัน จึงสามารถคำนวณเหมือนกับใช้ LED สีเดียวหลายๆหลอดได้เลย
ต่อขนาน ดังนั้น...
IF = (20mA * 8) = 160 mA
VF = 2.0 Volts (ทั้ง 2 สีใช้ VF ประมาณ 2 V เหมือนกัน)
ดังนั้น R = (12 V - 2 V) / (160 / 1000) = 62.5 Ω
เช่นเดิม อาจเลือกเผื่อค่าความต้านทาน ใช้ R เป็น 100 Ω แทนได้
 
 
 EX#5   
ให้ออกแบบวงจร ที่ใช้หลอด LED 3 mm สีแดง 4 หลอด สีเขียว 4 หลอด และ สีน้ำเงิน 4 หลอด มาต่อเข้าด้วยกัน โดยใช้แหล่งจ่าย 12 Volts
กำหนดให้
VF Red = 2.0 Volts
VF Green= 2.2 Volts
VF Blue = 3.0 Volts
 
• ในตัวอย่างนี้ใช้ LED 3 สี สีละ 4 ดวง ซึ่งทั้ง 3 สีอยู่คนละกลุ่มกันทั้งหมด และใช้แรงดันตกคร่อมไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถนำทั้ง 3 สีมาต่อขนานกันได้ แต่เราสามารถต่อผสมได้ ซึ่งการต่อผสมก็สามารถต่อได้หลายแบบ แล้วแต่ใครจะดีไซน์วงจรยังไง แต่ในที่นี้ขอยกตัวอย่างซัก 2 แบบ
 
 แบบที่ 1   
จากภาพเป็นการต่อวงจรของ LED แบบผสม ซึ่ง LED แต่ละกลุ่มจะต่อขนานกันเอง แล้วจึงมาต่ออนุกรมกับตัวต้านทานของแต่ละกลุ่ม จากนั้นทั้งหมด จะต่อขนานรวมกันกับแหล่งจ่าย Vcc
หลักการคำนวณ
การต่อขนานกัน จะทำให้ทั้ง 3 ส่วนได้รับแรงดันเท่ากัน คือ 12 Volts ตามแหล่งจ่าย Vcc เพราะฉะนั้นในแต่ละส่วน จึงต้องมีตัวต้านทานของตัวเอง เพื่อจำกัดแรงดันที่จะไปตกคร่อมกลุ่มหลอด LED ในส่วนนั้นๆ
ส่วนที่ 1 ,มี LED สีแดง ขนานกัน ดังนั้นใช้ IF = (20mA x 4) = 80 mA
เนื่องจากต่อขนานกัน จึงใช้ VF เท่ากัน = 2.0 Volts
และส่วนนี้จะได้รับแรงดัน 12 Volts เนื่องจากต่อขนานกับ Vcc
ดังนั้น R1 = (12V - 2V) / (80 mA / 1000) = 125 Ω
 
ส่วนที่ 2 ,มี LED สีเขียวต่อขนานกัน ดังนั้น IF = (20mA x 4) = 80 mA
และใช้ VF เท่ากัน = 2.2 Volts
ดังนั้น R2 = (12V - 2.2V) / (80 mA / 1000) = 122.5 Ω
 
ส่วนที่ 3 ,มี LED สีน้ำเงินต่อขนานกัน IF = (20mA x 4) = 80 mA
และใช้ VF เท่ากัน = 3.0 Volts
ดังนั้น R3 = (12V - 3V) / (80 mA / 1000) = 112.5 Ω
 
ข้อดีของแบบที่ 1 คือ LOAD ใช้แรงดันน้อย สังเกตได้ว่า แต่ละส่วนจะใช้แรงดันไม่เกิน VF ของตัวมันเอง เนืองจากเป็นการต่อขนาน แต่อาจจะต้องใช้กระแสมากนิดหน่อย
 
 การต่อที่ไม่ถูกต้อง 
เราจะไม่นำ LED ต่างกลุ่มมาต่อขนานกัน เพราะแรงดันของวงจร จะขึ้นตามหลอดที่ต้องการใช้ VF น้อยที่สุด ทำให้หลอดอืนๆที่ต้องใช้ VF มากกว่าได้รับแรงดันไม่เพียงพอ
 
 วงจรที่ได้จากการคำนวณ 
ปรับค่าความต้านทานตามความเหมาะสม
 
 แบบที่ 2   
แบบที่ 2 นี้ วงจรโดยรวมคล้ายๆกับแบบที่ 1 แต่ต่างกันอย่างชัดเจนที่วงจร LOAD ของแต่ละส่วน คือ LOAD ของส่วนที่ 1 และ 2 จะต่ออนุกรมกันเอง แต่ LOAD ของกลุ่มที่ 3 ยังคงต่อขนานอยู่ เนื่องจากหากหลอด LED สีน้ำเงินทั้ง 4 หลอด ต่ออนุกรมกัน อาจต้องใช้แรงดันมากกว่า 12 Volts ซึ่งแหล่งจ่าย จ่ายให้ไม่เพียงพอ เราจึงยังคงต่อขนานในส่วนที่ 3 อยู่่เช่นเดิม
หลักการคำนวณ
ส่วนที่ 1 ,มี LED สีแดงต่ออนุกรมกัน ดังนั้นใช้ IF = 20 mA
การต่ออนุกรมใช้แรงดันเพิ่มขึ้น คือ VF = (2V x 4หลอด) = 8 Volts
และส่วนนี้จะได้รับแรงดัน 12 Volts เนื่องจากต่อขนานกับ Vcc
ดังนั้น R1 = (12V - 8V) / (20 mA / 1000) = 200 Ω
 
ส่วนที่ 2 ,มี LED สีเขียวต่ออนุกรมกัน ดังนั้นใช้ IF = 20 mA
และใช้ VF = (2.2V x 4หลอด) = 8.8 Volts
ดังนั้น R2 = (12V - 8.8V) / (80 mA / 1000) = 160 Ω
 
ส่วนที่ 3 ,มี LED สีน้ำเงินต่อขนานกัน IF = (20mA x 4) = 80 mA
และใช้ VF เท่ากัน = 3.0 Volts
ดังนั้น R3 = (12V - 3V) / (80 mA / 1000) = 112.5 Ω
* หากส่วนที่ 3 ต่ออนุกรมอาจจะต้องใช้แรงดัน (3V x 4ดวง) = 12 Volts ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะใช้มากกว่า 12 Volts ด้วยเพราะอย่าลืมว่ามันใช้แรงดันตกคร่อมตั้งแต่ 3.0 ถึง 3.2 V ดังนั้น เราจึงยังคงต่อขนานอยู่ ,เราจะต่ออนุกรมได้ก็ต่อเมื่อเพิ่มแรงดัน Vcc หรือลดจำนวนหลอด LED แทน
 
ข้อดีของแบบที่ 2 คือ LOAD ใชกระแสน้อยลง แต่ทั้งนี้มันก็จะต้องใช้แรงดันเพิ่มขึ้น
 
 วงจรที่ได้จากการคำนวณ 
ปรับค่าความต้านทานตามความเหมาะสม
 
   
**บทความยังไม่จบนะครับ รอติดตามได้เลย  
   
   
 
การคำนวณการทนกำลังของตัวต้านทาน
  NEXT LEARNING  
   
 
Untitled Document
  COMMENTS   8  
  enduser
Guest โพสต์เมื่อ 27 / 03 / 2017 เวลา 16 : 34 น. (IP : 159.192.225.219)
แล้วถ้าต่อสีเดียวกันแบบ 4*4 ต้องคำนวณยังไงครับ
 
ตอบกลับ
 
  Duke
Guest โพสต์เมื่อ 4 / 05 / 2017 เวลา 20 : 09 น. (IP : 110.169.68.55)
เป็นเนื้อหาที่มีประโยชน์มากๆเลยครับ
 
ตอบกลับ
 
  kd.
Guest โพสต์เมื่อ 4 / 10 / 2017 เวลา 10 : 53 น. (IP : 61.19.201.18)
Thank so much.
 
ตอบกลับ
 
  Mata
Guest โพสต์เมื่อ 2 / 11 / 2017 เวลา 15 : 14 น. (IP : 183.88.155.202)
เนื้อหาที่ชัดเจน แน่นกระชับ เข้าใจง่าย แม้ผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านนี้ก็สามารถทำความเข้าใจได้ ขอบคุณมากครับ
 
ตอบกลับ
 
  Jesus
Guest โพสต์เมื่อ 4 / 11 / 2017 เวลา 16 : 14 น. (IP : 223.24.103.6)
แล้วถ้าเป็นหลอด LED RGB ต้องใช้ Vf ระดับสูงสุดหรือเปล่าครับ
 
ตอบกลับ
 
  พลวิวััฒน์
Guest โพสต์เมื่อ 9 / 11 / 2017 เวลา 04 : 22 น. (IP : 1.47.163.248)
ถามว่าถ้าเราใช้ไฟ24vจะต่อled 3 ดวงจะต้้องใช้ตัวต้านกี่โอมและกี่วัตต์
 
ตอบกลับ
 
  วสันต์
Guest โพสต์เมื่อ 12 / 06 / 2018 เวลา 13 : 16 น. (IP : 223.24.187.6)
120k 0.5w
 
ตอบกลับ
 
  อัครณี
Guest โพสต์เมื่อ 12 / 10 / 2018 เวลา 13 : 51 น. (IP : 58.11.23.79)
ขอบคุณมากๆครับ มีประโยชน์มากครับ
 
ตอบกลับ
 
 
Your Name
Your Comments...
 
   
   
 
 
     
 
 
MAIN MENU
Yor are going to visit...
 
STORE
Homepage & News
PRODUCT
Shopping at our store
LEARNING
Tutorials & How to
MEMBER
Become our client
CONTACT
Getting more information
 
 
 
 
CONTACT
Contact Commandrone
 
083-0121146
Bangsue, Bangkok
Commandrone Page
Commandrone Channel
thai.commandrone@gmail.com
commandronestore.com
 
 
 
 
  17059 Pageviews today (Approximately)
 
 
     
 
www.commandronestore.com
© 2016 Commandrone All Rights Reserved